O2O ทิศทางใหม่ของการทำส่งออกสำหรับ SME

ทุกวันนี้ช่องทางออนไลน์เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในธุรกิจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่องทางออฟไลน์นั้นยังเป็นช่องทางหลักที่ยังคงจำเป็น เพราะฉะนั้นการสอดประสานหรือเชื่อมโลกออฟไลน์สู่โลกออนไลน์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในยุคปัจจุบัน  นอกเหนือจากการขายสินค้าภายในประเทศแล้ว เชื่อว่าหลายคนก็มองหาช่องทางขยับขยายสินค้าและบริการให้ออกสู่สายตาผู้บริโภคทั่วโลกมากขึ้น การส่งออก จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่สำคัญในการขยายตลาดให้กับธุรกิจ SME

แต่ก่อนการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ เป็นเรื่องที่ยากและแหล่งความรู้ที่มีให้ศึกษาไม่มากนัก แต่ในปัจจุบันมีการส่งเสริมจากทั้งภาครัฐและเอกชน ที่พร้อมจะให้ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการสัมนา การจัดเจรจาธุรกิจ การสนันสนุนผู้ประกอบการไปออกบูธตามงานแสดงสินค้าต่างๆ อย่างไรก็ตามบางส่วนยังคงต้องใช้งบประมาณส่วนตัว หรือต้องมีการลงทุนเรื่องค่าใช้จ่ายการเดินทาง และเรื่องเวลาที่ต้องไปยังประเทศเป้าหมาย
ในปัจจุบัน การส่งออกสินค้า หรือส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแบบการขายปลีก หรือการขายส่ง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือต้องใช้งบประมาณและเวลามากอีกต่อไป เพราะเรามีช่องทางออนไลน์เข้ามาทำให้โลกใบนี้ของเราแคบลง เราสามารถขายไปยังหลายประเทศทั่วโลกผ่านแพลทฟอร์มต่างๆที่สามารถลงขายสินค้า หรือไม่ว่าจะเป็นการสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาเลือกชมสินค้าได้ไม่จำกัดเวลาตลอด 24 ชั่วโมง ผนวกกับการใช้ออฟไลน์ในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าว่าเรามีตัวตนอยู่จริงในประเทศนั้นๆ ทำให้ลูกค้ามั่นใจที่จะซื้อสินค้าและบริการของเรา

การผสานทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้ประสบการณ์ของลูกค้าในทั้งสองช่องทางใกล้เคียงกันมากที่สุดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด บริษัทของผู้เขียนเองได้นำแนวทางนี้มาใช้เป็นระยะเวลามากกว่า 8 ปี และได้ผลลัพธ์ที่เป็นการสั่งซื้อที่เกิดขึ้นจริง เราได้ศึกษาและพบว่าผู้ประกอบการที่เป็นผู้นำเข้าในต่างประเทศมีแนวโน้มเดียวกับผู้ส่งออก นั่นก็คือ ต้องการประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และต้องการความสะดวกรวดเร็ว เพราะฉะนั้นก่อนจะมางานแสดงสินค้าในประเทศต่างๆ ทางผู้นำเข้าจะใช้ช่องทางออนไลน์ในการศึกษาหาข้อมูลสินค้าก่อน รวมถึงผู้นำเข้าบางประเทศนั้นอยุ่ไกลอาจจะไม่มีเวลาเดินทางมาหาสินค้าในประเทศเป้าหมาย ด้วยภาระกิจการงานในการดูแลบริษัท จึงใช้ช่องทางออนไลน์เป็นตัวช่วยในการหาสินค้า

การใช้ทั้งสองช่องทางให้เป็นประโยชน์นั้นต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ประสบการณ์ที่ผู้นำเข้าหรือลูกค้าได้รับของออนไลน์ต้องใกล้เคียงกับออฟไลน์มากที่สุด โดยลูกค้าต้องการทราบรายละเอียดสินค้าที่ชัดเจน ต้องการการตอบสนองที่ทันท่วงที แม้เวลาทั้งของประเทศเราและเขาจะต่างกัน รวมถึงรายละเอียดข้อมูลและรูปภาพที่ใกล้เคียงของจริงมากที่สุด เสมือนลูกค้ามาเยี่ยมชมเราด้วยตัวเอง จากนั้นจึงทำการส่งตัวอย่างจริงไปให้ลูกค้า จนกระทั่งเกิดความเชื่อถือในบริษัทของเรา ลูกค้าตัดสินใจมาพบเราทางออฟไลน์ โดยนัดพบในงานแสดงสินค้าหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อตกลงรายละเอียดทุกอย่างเรียบร้อยก็สั่งซื้อสินค้าเป็นคอนเทนเนอร์ โอนมัดจำมา แล้วเดินทางมาเยี่ยมชมโรงงานต่อในภายหลัง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วหลายคนอาจจะมองว่า การผสานทั้งสองช่องทางนั้นเป็นเรื่องยาก หากในความเป็นจริงนี่คือโอกาสที่เปิดให้สินค้าเราได้มีโอกาสสู่สายตาชาวโลก อย่างไรก็ตาม SME ควรปรับตัวกับโลกและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงต้องมีความมุ่งมั่น อดทน ตั้งใจ และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ศึกษาหาข้อมูลอย่างเข้มข้น ทั้งในแง่พฤติกรรมผู้บริโภค การเติมความรู้ด้านการขาย การตลาดและความรู้ด้านอื่นๆที่จำเป็นในการส่งออก สุดท้ายสิ่งที่ขาดไม่ได้ อย่าลืมให้ความสำคัญในการรักษาและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าเก่า ลูกค้าใหม่ หรือลูกค้าที่รู้จักเราแล้วแต่ยังไม่ได้ซื้อ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า เขาเหล่านั้นจะกลับมาซื้อเราอีกในเวลาอื่นที่เหมาะสมก็ได้

Leave a Comment

Your email address will not be published.